EEC academy building

อาคาร “EEC Academy” ก่อสร้างในปีที่ 40 ของบริษัทฯอีอีซี ในปี ค.ศ.2016 เพื่อให้เป็นองค์กรที่เป็นสถาบันแห่งการเรียนรู้ เป็นยุทธศาสตร์ในยุคการเปิดเสรีทางการค้า และเป็นเสาหลักของ ”บริษัทวิศวกรที่ปรึกษาไทยที่เป็นนานาชาติ”

อาคารนี้มีมาตรฐานความปลอดภัยและการอนุรักษ์พลังงานที่สูงกว่าอาคารส่วนใหญ่ทั่วไป คาดว่าจะผ่านเกณฑ์ประเมินอาคารเขียวของสถาบันอาคารเขียวไทยที่ระดับ Platinum และมีจุดเด่นต่างๆด้านมาตรการ passive และ active design ที่ส่งเสริมประสิทธิผลที่น่าสนใจดังที่อธิบายในบทความนี้


  • 1. ข้อมูลอาคารโดยสังเขป

โครงการนี้มีพื้นที่ก่อสร้างประมาณ 3500 ตารางเมตร สถานที่ตั้งอยู่ติดกับ The Promenade, ศูนย์การค้า Fashion island ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และระบบรถโดยสารสาธารณะ ด้านหน้าอาคารหันไปทางด้านทิศเหนือเฉียงไปทางตะวันตก
รูปแบบอาคารเป็นแบบผสมผสานของสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม ทั้งทางด้านกายภาพ (anatomy) และระบบวิศวกรรม (physiology) เป็นการออกแบบจากภายในสู่ภายนอก (inside out) บนโครงสร้างขององค์กรและการดำเนินงาน

จุดเด่นอยู่ที่บริเวณหน้าอาคารที่มีปล่องเรือนกระจกและบ่อน้ำขนาดใหญ่ บันไดทางขึ้นขนาดใหญ่ ลานกิจกรรมขนาดใหญ่ที่ร่มรื่น และหลังคาที่เป็นรูปฟันปลา
อาคารหลังนี้ถูกออกแบบให้ได้รับแสงธรรมชาติที่เพียงพอเกือบทุกพื้นที่ เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตและให้เป็นอาคารที่อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานตลอดเวลา
โถงต้อนรับและห้องประชุมชั้นที่ 2 ออกแบบให้รับแสงธรรมชาติ โดยอาศัยส่วนยื่นของอาคารชั้นบน โถงบันได และปล่องลิฟต์บังแดด ชั้นที่ 3 เป็นโถงปฏิบัติการโล่งสูง มีโครงสร้างหลังคาเป็นรูปฟันปลาเพื่อรับแสงทิศเหนือและติดตั้งแผงรับแสงอาทิตย์เพื่อรับแสงทิศใต้

นอกจากการใช้แสงธรรมชาติ มาตรการ passive design ยังประกอบด้วยการระบายอากาศตามธรรมชาติ มีปล่องเรือนกระจกเป็นหอทำความเย็นให้กับอาคารด้วยการดูดลมเพื่อการระบายอากาศและดูดรังสีความร้อนโดยรอบอาคาร กรอบอาคารมีค่า OTTV 35 วัตต์/ตารางเมตร การวางผังภายในอาคารแยกเป็นส่วนเพื่อควบคุมระบบปรับอากาศ การเข้าออกและการป้องกันอัคคีภัยอย่างมีประสิทธิภาพ การออกแบบด้วยหลักการดังกล่าวนี้ ทำให้พื้นที่ทำงานมีสภาพแวดล้อมที่”พร้อมใช้งาน” ตลอดเวลา

มาตรการ active design ให้ความสำคัญด้านการอนุรักษ์พลังงานโดยใช้อุปกรณ์ประหยัดพลังงานและน้ำ เช่น เครื่องทำน้ำเย็นที่มีประสิทธิภาพสูง หอทำความเย็นไร้พัดลม เครื่องเติมอากาศ DEECS และ energy recovery ventilator-ERV เครื่องสูบน้ำประสิทธิภาพสูง ระบบควบคุมแสงสว่างโดยใช้หลอดไฟฟ้า LED สุขภัณฑ์ประหยัดน้ำ ระบบบำบัดน้ำกลับมาใช้ ระบบเก็บเกี่ยวน้ำฝน ระบบเก็บเกี่ยวน้ำทิ้งจากเครื่องปรับอากาศ เป็นต้น

มาตรการด้านสิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญเรื่องการจัดให้มีพื้นที่สีเขียว บ่อน้ำเชิงนิเวศน์ สวนชุ่มน้ำ การนำน้ำที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้รดน้ำสวน การจัดการขยะ การควบคุมภูมิอากาศรอบอาคารให้ร่มเย็น การป้องกันมลพิษจากแสงสะท้อน เสียง กลิ่น ฝุ่นละออง และละอองน้ำจากหอทำความเย็น เป็นต้น
มาตรการด้านความปลอดภัย ให้ความสำคัญในการวางผังการหนีไฟ การแบ่งพื้นที่ป้องกันควันและไฟลาม มีระบบหัวกระจายน้ำอัตโนมัติทั้งอาคาร สายฉีดน้ำดับเพลิง และท่อดับเพลิง มีระบบกล้องวงจรปิดและระบบควบคุมทางเข้าออก นอกจากนี้ยังยกระดับอาคารเพื่อป้องกันน้ำท่วม และมีโครงสร้างต้านแผ่นดินไหว

มาตรการด้านสุขภาพ ได้แก่ การควบคุมคุณภาพอากาศภายในอาคาร การควบคุมความดันอากาศภายในอาคาร การควบคุมระดับการส่องสว่างภายในอาคาร ระบบผลิตน้ำดื่ม พื้นที่สูบบุหรี่ภายนอกอาคาร เป็นต้น นอกจากนี้ยังวางผังการสัญจรภายในอาคารเพื่อส่งเสริมการเดิน หลีกเลี่ยงอุบัติเหตุจากผิวพื้นเปลี่ยนระดับ พร้อมลิฟต์สำหรับผู้สูงอายุและผู้พิการ


  • 2. หลักการออกแบบ

หลักการออกแบบของอาคารมีจุดเด่นที่น่าสนใจดังนี้

    •      2.1 การพิจารณาทิศของอาคาร

ด้วยข้อจำกัดของที่ดิน หน้าอาคารหันไปทางด้านทิศเหนือออกตก การออกแบบอาคารจึงต้องมีการป้องกันความร้อนจากแสงอาทิตย์จากทิศตะวันออก ทิศใต้ออกตะวันออก ทิศใต้ ทิศใต้ออกตก และทิศตะวันตก โดยการจำกัดขนาดหน้าต่างและการวางผังพื้นที่ภายในอาคาร


    •      2.2 การกำหนดพื้นที่การใช้งาน

หลักการในการกำหนดพื้นที่การใช้งานพิจารณาดังนี้

  • จัดพื้นที่ภายในอาคารเป็นลำดับชั้น ได้แก่ พื้นที่ติดต่อสาธารณะ กึ่งสาธารณะ และพื้นที่ควบคุมตามลำดับความสำคัญ

  • การติดต่อภายใน

  • ทิศทางของพื้นที่ใช้งาน


ชั้นที่ 1: เป็นพื้นที่ติดต่อสาธารณะ ได้แก่ พื้นที่จอดรถยนต์ รถจักรยายนต์ รถจักรยาน ห้องอาบน้ำ ห้องน้ำสำหรับผู้พิการ ห้องขยะ ถังน้ำ ห้องไฟฟ้า ห้องเครื่องสูบน้ำ ถังบำบัดน้ำเสีย ถังน้ำฝน โดยยกระดับสูงกว่าถนนสาธารณะ 0.40 เมตร เพื่อการระบายน้ำและการป้องกันในกรณีที่น้ำท่วมถนน ผู้มาติดต่อสามารถขึ้นไปที่โถงต้อนรับชั้นที่ 2 ผ่านบันได ส่วนผู้พิการสามารถใช้ลิฟต์ที่เตรียมไว้

ชั้นที่ 2: เป็นพื้นที่กึ่งสาธารณะ มีระบบการควบคุมการเข้าออก ได้แก่ โถงต้อนรับ ห้องประชุม 4 ห้อง ห้องสัมมนาขนาด 40 ที่นั่ง ห้องน้ำใหญ่ สำนักงานของบริษัท BMC และร้านกาแฟ “Korapin” bag café และลานรื่นรมย์ พื้นที่นี้เป็นพื้นที่ที่มีผู้มาติดต่อ หรือประชุม หรือสัมมนามากที่สุด จึงจัดให้ห้องน้ำหลักอยู่ที่ชั้นนี้ พื้นที่ของห้องสัมมนา ร้านกาแฟ และลานรื่นรมย์ อยู่ในทิศที่ร่มรื่นตลอดเวลา และสามารถเปิดติดต่อถึงกันได้ เพื่อใช้ในการจัดกิจกรรมและงานเลี้ยง

ชั้นที่ 3: เป็นพื้นที่ควบคุม มีระบบการควบคุมการเข้าออก ได้แก่ โถงปฏิบัติการ ห้องคอมพิวเตอร์ ห้องพิมพ์เอกสาร พื้นที่นี้เป็นพื้นที่ที่มีพนักงาน  ทำงานมากที่สุด สำนักงานเป็นระบบผังแบบเปิดโล่งที่เอื้อต่อการติดต่อเชื่อมโยง และสามารถติดต่อกับชั้นที่ 2 และชั้นที่ 4 ด้วยการเดินขึ้นหรือลงเพียงชั้นเดียว  การควบคุมความร้อนจากทิศตะวันออกใช้วิธีจำกัดขนาดช่องหน้าต่าง ส่วนทิศตะวันตกจัดให้เป็นบันไดและส่วนบริการ

ชั้นที่ 4: เป็นพื้นที่ควบคุม มีระบบการควบคุมการเข้าออก ได้แก่ สำนักงานกรรมการผู้จัดการ บัญชี บุคคล EEC academy ห้องสมุด ห้องThink tank

ชั้นที่ 5: เป็นพื้นที่ควบคุม มีระบบการควบคุมการเข้าออก ได้แก่ ห้องออกกำลังกาย, ห้องพัก, chiller, cooling tower


    •      2.3 แกนอาคาร

แกนอาคาร ได้แก่ ปล่องลิฟต์ และบันได ถูกกำหนดให้อยู่ในตำแหน่งที่ป้องกันความร้อนจากทิศใต้ออกตก ซึ่งเป็นทิศที่รับแดดเป็นเวลานาน ผู้ใช้อาคารสามารถเข้าถึงบันไดภายในระยะทาง 30 เมตร บันไดซึ่งมีอยู่ 2 ชุดระบายอากาศตามธรรมชาติโดยใช้บานเกล็ดอลูมิเนียมติดตั้งตลอดความสูงของบันได โดยมี 1 ชุดที่มีอัตราการทนไฟ 2 ชั่วโมง ลิฟต์มีขนาดบรรทุก 800  กิโลกรัม เปิดข้างเดียวและมีขนาดประตูกว้าง 1.10 เมตร เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่ง


    •      2.4 การจัดแบ่งพื้นที่


      ถึงแม้ว่าการกำหนดพื้นที่การใช้งานต่างๆข้างต้นให้ความสำคัญเรื่องการติดต่อภายในและเป็นพื้นที่ต่อเนื่อง แต่ยังคงสามารถจัดแบ่งพื้นที่การใช้งานออกจากกัน เพื่ออำนวยความสะดวกในการควบคุมการใช้งานต่างเวลา การปิดเปิดไฟฟ้า การปิดเปิดระบบปรับอากาศ การควบคุมสภาวะอากาศ การรักษาความปลอดภัย การป้องกันอัคคีภัย การควบคุมแมลง แมงสาบ หนู ฯลฯ โดยมีประตูที่ติดตั้งระบบควบคุมการเข้าออก ประตูทั้งหมดเป็นประตูกันลมรั่วที่มีความแข็งแรง

           2.5 การสร้างสภาวะอากาศร่มเย็นรอบอาคาร

การสร้างสภาวะอากาศร่มเย็นรอบอาคารอาศัยองค์ประกอบดังนี้

  •           - ปล่องเรือนกระจก
  •           - พัดลม Big Ass
  •           - พื้นที่สีเขียว
  •           - สวนแนวตั้ง
  •           - สวนชุ่มน้ำ
  •           - การบังเงา


ปล่องเรือนกระจกมีลักษณะเป็นปล่องกระจกขนาด 10x8 เมตร อยู่ด้านหน้าอาคารและมีความสูงตลอดความสูงของอาคาร ทำหน้าที่เป็นปล่องระบายอากาศตามธรรมชาติและดูดกลืนรังสีความร้อน ซึ่งมีทั้งรังสีทางตรงทิศใต้ออกตกและทิศตะวันตกและรังสีทางอ้อมโดยรอบ ความร้อนที่ถูกกักไว้ในปล่องจะขับเคลื่อนอากาศให้ลอยขึ้น โดยมีลมไหลเวียนเข้ามาแทนที่จากด้านล่างที่เรียกว่า”ปรากฏการณ์ปล่องไฟ”  ทำหน้าที่ระบายอากาศตามธรรมชาติให้กับบริเวณโดยรอบอาคาร เป็น”หอทำความเย็นของอาคาร”ด้วยการดูดกลืนรังสีความร้อนและระบายอากาศตามธรรมชาติ

ภายในปล่องเรือนกระจก มีต้นไม้ขนาดใหญ่เพื่อช่วยดูดกลืนรังสีความร้อนและทำความเย็นด้วยการระเหยน้ำ นอกจากนี้ยังมีบ่อน้ำเชิงนิเวศน์ที่ระดับชั้น 2 เพื่อช่วยทำความเย็นด้วยการระเหยน้ำเสริม เพื่อให้สภาพแวดล้อมภายในปล่องอยู่ที่ comfort zone ตามมาตรฐาน ASHRAE 55

พัดลม Big Ass ถูกนำมาติดตั้งไว้ที่บริเวณลานพักผ่อนหน้าอาคาร เพื่อสามารถสร้างกระแสลมที่ 0.7 เมตรต่อวินาที และทำให้รู้สึกเย็นขึ้น 5-6 0C
ถึงแม้ว่าจะมีพื้นที่ดินจำกัด แต่ก็ยังสามารถจัดให้มีพื้นที่สีเขียวได้ 5% นอกจากนี้ยังจัดให้มีสวนแนวตั้งเกาะรั้วทั้ง 3 ด้าน ส่วนหนึ่งของพื้นที่สีเขียวจัดให้เป็นสวนชุ่มน้ำเพื่อช่วยซับน้ำฝน รักษาความชุ่มชื้น ระบบนิเวศน์ของดิน และเป็นบ่อกักความเย็น

พื้นที่ส่วนใหญ่บริเวณภายนอกอาคารมีการบังเงาเป็นอย่างดี ทั้งจากตัวอาคารเองและจากต้นไม้ ทำให้ปราศจากพื้นที่ผิวที่มีอุณหภูมิสูง จึงสร้างสภาวะอากาศที่ร่มเย็น

พื้นที่สีเขียว และสวนแนวตั้งช่วยให้บริเวณรอบอาคารมีพื้นที่ผิวที่เย็นและทำความเย็นจากการระเหยน้ำ สวนชุ่มน้ำช่วยให้พื้นดินซับน้ำ รักษาระบบนิเวศน์ของพื้นดิน และลดปริมาณน้ำหลาก


    •      2.6 การใช้แสงธรรมชาติ

พื้นที่ที่โดดเด่นในการใช้แสงธรรมชาติสำหรับอาคารหลังนี้ได้แก่พื้นที่บริเวณโถงต้อนรับ ห้องประชุม และโถงปฏิบัติการ

แสงธรรมชาติบริเวณโถงต้อนรับมาจากผนังกระจกตลอดความสูงด้านทางเข้า โดยมีส่วนบนของอาคารช่วยในการบังเงาเพื่อป้องกันความร้อนจากแสงแดด ช่วยปรับแสงและควบคุมแสงจ้า แสงยังมาจากปล่องเรือนกระจก ที่ตั้งใจให้เกิดแสงและเงาที่น่าสนใจ

แสงธรรมชาติบริเวณโถงปฏิบัติการมาจากหลังคาที่ออกแบบเป็นรูปฟันปลาที่เปิดรับแสงจากทิศเหนือ ทำให้ทั่วทั้งบริเวณได้รับแสงธรรมชาติอย่างเต็มที่


    •      2.7 เปลือกอาคาร

กำหนดให้วัสดุเปลือกอาคารมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้คือ

  •           - สัดส่วนของหน้าต่างหรือ window to wall ratio
  •           - OTTV
  •           - ค่าความเป็นฉนวนป้องกันความร้อนหรือ R-value
  •           - ความสามารถในการป้องกันน้ำและน้ำฝน
  •           - การป้องกันการเกิดรอยแตก
  •           - ความเรียบสม่ำเสมอของผิว
  •           - น้ำหนัก
  •           - อัตราการทนไฟ
  •           - ความคงทน
  •           - การป้องกันเสียง
  •           - ราคา

จากข้อพิจารณาดังกล่าวขั้นต้น จึงเลือกใช้ผนังอาคารภายนอกเป็นผนังสำเร็จรูป Full filled composite wall (R-6) ผนังภายในอาคารเป็นผนังสำเร็จรูป BB wall composite wall (R-2.5) ผนังด้านหน้าอาคารเป็น Aluminum composite cladding พร้อมฉนวนใยแก้ว (R-10) และหลังคาเป็นเหล็กประกอบกับระบบฉนวนและฝ้า Armstrong acoustic (R-20)


    •      2.8 การกำหนดตำแหน่งห้องเครื่อง

กำหนดให้ห้องไฟฟ้าหลัก ถังน้ำประปา ถังน้ำฝน เครื่องสูบน้ำ ถังบำบัดน้ำเสีย ถังดักไขมัน อยู่ที่ชั้นที่ 1 เพื่อความสะดวกในการติดตั้งและบำรุงรักษา ส่วนห้องเครื่องทำน้ำเย็นและหอทำความเย็นติดตั้งบนชั้นที่ 5 เพื่อให้สามารถระบายความร้อนขึ้นสู่ด้านบน และไม่รบกวนอาคารข้างเคียง


    •      2.9 คุณภาพอากาศภายในอาคาร

กำหนดให้มีระบบควบคุมคุณภาพอากาศภายในอาคารดังนี้คือ

  •           - ระบบการเติมและการระบายอากาศ
  •           - ระบบการควบคุมความดันอากาศภายในอาคาร
  •           - ระบบการควบคุมระดับ CO2
  •           - ระบบการควบคุมปริมาณการหมุนเวียนอากาศ
  •           - ระบบการควบคุมปริมาณฝุ่นละอองในอากาศ
  •           - ระบบควบคุมความชื้น
  •           - การอนุรักษ์พลังงาน


การควบคุมระบบการเติมและระบายอากาศเพื่อให้มีการระบายอากาศตามมาตรฐาน โดยให้สมดุล เพื่อควบคุมความดันอากาศภายในอาคารและป้องกันฝุ่นและความชื้นจากภายนอก

อาคารชั้นที่ 2 เป็นพื้นที่ที่มีห้องน้ำขนาดใหญ่ซึ่งมีการระบายอากาศมาก มีห้องประชุม และห้องสัมมนาซึ่งใช้งานในเวลาต่างๆกัน จึงใช้เครื่องเติมอากาศแยกอิสระตามห้องด้วยอุปกรณ์ ERV-Energy recovery

อาคารชั้นที่ 3 เป็นโถงปฏิบัติการและสำนักงาน จึงใช้เครื่องเติมอากาศรวมศูนย์ โดยใช้อุปกรณ์ DEECS – dedicated external environmental control ที่ทำหน้าที่บำบัดอากาศและจ่ายอากาศแปรเปลี่ยนตามการใช้งาน ซึ่งนอกจากจะสามารถควบคุมคุณภาพอากาศภายในอาคารได้ดีแล้ว ยังช่วยประหยัดพลังงานด้วย เครื่องเติมอากาศที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ Heat pipe จะเติมอากาศแห้งและดูดซับความชื้นภายในห้อง ปริมาณการเติมอากาศควบคุมด้วยอุปกรณ์ตรวจวัดระดับ CO2

การควบคุมปริมาณการหมุนเวียนอากาศและฝุ่นละอองในอากาศอาศัยเครื่องส่งลมเย็น ดังจะได้กล่าวต่อไป


    •      2.10 ระบบทำน้ำเย็นรวมศูนย์

ระบบปรับอากาศเป็นระบบทำน้ำเย็นรวมศูนย์ หรือ district cooling system เพื่อให้ใช้ประโยชน์จากการเฉลี่ยภาระของการทำความเย็นของพื้นที่การใช้งานที่ต่างเวลากัน หรือ load sharing ทำให้มีประหยัดพลังงาน และลดขนาดของเครื่องทำน้ำเย็นไปได้ นอกจากนี้ยังสะดวกกับการต่อเติมและปรับปรุง ใช้ปริมาณสารทำความเย็นน้อยที่สุด สนับสนุนวิธีการออกแบบระบบปรับอากาศร่วมกับระบบ DEECS และสามารถใช้ผลิตภัณฑ์ภายในประเทศ

เครื่องทำน้ำเย็นชนิดระบายความร้อนด้วยน้ำแบ่งเป็น 3 ชุด ขนาดชุดละ 20 ตันความเย็น โดยมีลักษณะ plug in/ plug out module และใช้หอทำความเย็นชนิดไร้พัดลมร่วมกัน ซึ่งจะทำความเย็นได้เกินขนาดในช่วงการทำงานปกติ
การบำบัดน้ำระบายความร้อนเป็นระบบโอโซน เพื่อลดปริมาณการใช้สารเคมี
การตรวจวัดปริมาณการใช้น้ำเย็น ใช้อุปกรณ์ energy meter

     2.11 Terminal unit air-conditioner


เมื่อระบบ DEECS สามารถทำความเย็นโดยการกำจัดความชื้นหรือ latent cooling ภายในห้องได้แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีเครื่องส่งลมเย็นขนาดใหญ่ประจำชั้นอีกต่อไป โดยสามารถทดแทนด้วยเครื่องปรับอากาศขนาดเล็กหรือ terminal air-conditioner เครื่องปรับอากาศขนาดเล็กนี้มีภาระเพียงทำให้อากาศเย็นหรือ sensible cooling เท่านั้น เป็นระบบที่ตอบสนองกับการใช้งานและการเปลี่ยนแปลงได้ง่าย ใช้พื้นที่ในฝ้าเพดานน้อย ทำให้สามารถยกระดับฝ้าเพดานขึ้น ไม่ต้องมีห้องเครื่องส่งลมเย็นประจำชั้น สามารถควบคุมการปิดเปิด อุณหภูมิ ความเร็วลม การหมุนเวียนอากาศ การกรองอากาศได้โดยอิสระ นอกจากนี้ ยังอาจไม่ต้องมีท่อส่งลมหรือมีน้อย เป็นการลดค่าก่อสร้าง ลดค่าใช้จ่ายในการทำความสะอาดท่อลมและลดพลังงานในการส่งลม
Terminal air-conditioner เป็นระบบปรับอากาศที่ติดตั้งกระจายในพื้นที่ใช้งาน และควบคุมได้เป็นอิสระ จึงสามารถควบคุมคุณภาพอากาศได้ดียิ่งขึ้นตามความต้องการและตามสภาพการใช้งาน ทำให้ผู้ใช้อาคารมีความสบายถึงแม้ว่าสภาพอากาศจะมีการเปลี่ยนแปลง เช่น กลางวัน กลางคืน แดดออก หรือฝนตก เป็นต้น คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้ระบบดังกล่าวเหนือกว่าระบบปรับอากาศแบบ VAV ที่นิยมใช้อยู่ในปัจจุบัน


    •      2.12 ระบบบำบัดน้ำเพื่อนำกลับมาใช้

น้ำทิ้งแบ่งระบบท่อเป็นน้ำกึ่งเสียและน้ำเสีย เมื่อบำบัดแล้วจะนำกลับมาใช้รดน้ำสวน ผ่านท่อเจาะรูเพื่อให้น้ำซึมลงในดิน


    •      2.13 ระบบเก็บเกี่ยวน้ำฝน

น้ำฝนจากหลังคาจะถูกกรองและเก็บในถังน้ำฝน และจะนำไปใช้เป็นน้ำชำระโถปัสสาวะ


    •      2.14 ระบบเก็บเกี่ยวน้ำทิ้งจากเครื่องปรับอากาศ

น้ำทิ้งจากเครื่องปรับอากาศ ซึ่งส่วนใหญ่จะมาจากเครื่องเติมอากาศในระบบ DEECS จะถูกนำมาทำความเย็นบริเวณห้องน้ำชั้นที่ 2 และนำไปเก็บไว้ที่ถังน้ำเพื่อนำกลับมาใช้


    •      2.15 ระบบป้องกันอัคคีภัย

อาคารหลังนี้ติดตั้งระบบหัวกระจายน้ำดับเพลิงทั่วทั้งอาคาร โดยใช้เครื่องสูบน้ำร่วมกับชุดเครื่องสูบน้ำประปาชนิดรักษาความดันน้ำโดยอัตโนมัติ โดยมีปริมาณการจ่ายน้ำเช่นเดียวกับปริมาณความต้องการน้ำสำหรับหัวกระจายน้ำดับเพลิงของอาคารขนาดใหญ่ทั่วไป นอกจากนี้ยังติดตั้งระบบสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ สายยางฉีดน้ำดับเพลิง ท่อดับเพลิงชนิดแห้ง เครื่องดับเพลิงแบบมือถือ ป้ายทางออกฉุกเฉิน เครื่องให้แสงสว่างฉุกเฉิน


    •      2.16 ระบบรักษาความปลอดภัย

จัดให้มีระบบการป้องกันความปลอดภัยทั้งด้าน passive และด้าน active ตั้งแต่การวางผังอาคาร โดยการจัดแบ่งระดับชั้นความปลอดภัยของพื้นที่เป็นลำดับชั้นหรือ layer และการจัดแบ่งพื้นที่เป็นส่วน หรือ compartment  รวมทั้งระบบการควบคุมทางเข้าออก เช่น โถงต้อนรับ การจำกัดทางเข้าออก ในส่วนของระบบความปลอดภัยด้าน active ประกอบด้วยระบบต่างๆ เช่น, access control, CCTV and surveillance system


    •      2.17 ระบบบริหารจัดการอาคาร

จัดให้มีระบบควบคุมอาคาร (building control system-BCS) เพื่อควบคุมการใช้งานของระบบปรับอากาศและระบบไฟฟ้าแสงสว่าง การควบคุมการทำงานของเครื่องทำน้ำเย็นใช้ระบบ chiller management system-CMS


    •      2.18 ระบบไฟฟ้าแสงสว่าง

ระบบไฟฟ้าแสงสว่างในโครงการนี้จะใช้หลอดประเภท LED ซึ่งมีประสิทธิภาพสูง ประหยัดพลังงาน แทนที่เทคโนโลยีหลอดไฟชนิดอื่นๆ ได้แก่ โคมไฟฟ้าแสงสว่างทั่วไป โคมไฟฟ้าสำหรับป้ายทางออกฉุกเฉิน โคมไฟฟ้าสำหรับทางหนีไฟและบันไดหนีไฟ โคมไฟฟ้าสำหรับส่องอาคารและภูมิสถาปัตยกรรม เป็นต้น

ระบบไฟฟ้าแสงสว่างสามารถควบคุมการปิดเปิดได้ในแต่ละพื้นที่ และในกรณีที่มีแสงธรรมชาติพอเพียง


    •      2.19 พลังงานทดแทน

มีการติดตั้งแผงรับแสงอาทิตย์บนหลังคา โดยมีขนาด 10 กิโลวัตต์ เพื่อจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบไฟฟ้าของอาคาร


บทสรุป


          อาคาร EEC Academy เป็นอาคารที่แตกต่างจากอาคารทั่วไป โดยมีรูปแบบและองค์ประกอบที่เกิดจากความต้องการของการใช้งาน การลงทุนก่อสร้างอาคารนี้เป็นก้าวสำคัญของ EEC ด้วยเป้าหมายความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ และยังสามารถปรับปรุงได้อย่างต่อเนื่องตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนแปลงไป เมื่อใช้อาคารคาดว่าจะมีค่าการใช้พลังงานไม่เกิน 80 หน่วยต่อตารางเมตรต่อปี

EEC Academy Building

EEC Academy Building

EEC Academy Building

EEC Academy Building

EEC Academy Building

EEC Academy Building

EEC Academy Building

EEC Academy Building

EEC Academy Building

EEC Academy Building

EEC Academy Building

EEC Academy Building

EEC Academy Building

EEC Academy Building

EEC Academy Building

EEC Academy Building

EEC Academy Building

EEC Academy Building

EEC Academy Building

EEC Academy Building

EEC Academy Building

EEC Academy Building

EEC Academy Building